Bit คืออะไร?
ถ้าอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคแทนค่าเลขที่เราใช้จะทำยังไง?
เช่น สวิทซ์ เขียนแบบเลขฐานสอง เริ่มต้นก็คือ เลข 0 เท่าปิด เลข 1 เท่ากับเปิด ที่นี้ถ้าจะเป็นเลข 2 ต้องทำยังไงก็เลยคิดขึ้นมาได้ว่าถ้าอย่างนั้นก็เพื่่ม สวิทซ์ขึ้นมากอีก 1 ตัว เช่น
สวิทซ์ 1 สวิทซ์ 2 เขียนเป็นเลขฐาน2
0 ปิด ปิด 00
1 ปิด เปิด 01
2 เปิด ปิด 10
3 เปิด เปิด 11
ที่นี้จะเอาเลข 4 ทำยังไง? ก็เพิ่มสวิซ์เข้าไปอีก 1 ตัวแล้วก็ทำแบบเดิมถ้าเกิดว่าไม่พอก็เพิ่มสวิทซ์เข้าไปเรื่อยๆ จริงๆแล้วนี้คือหลักการของเลขฐานสอง และนั้นก็คือจุดกำเนิดของคำว่า Digital
จุดกำเนิดของคำว่า Digital
ก็คือเลข 0,1 นั้นเองเอามารวมกันหลายๆตัวเพื่อที่จะใช้ในการแทนค่าเป็นเลขตัวอื่นและเจ้าตัวสวิทซ์ 1 อันที่เราใช้เปิดปิด เอามาแทนเลข 0,1 นี้ 1 อันเท่ากับ 1 Bit และยิ่งจำนวน Bit มากขึ้นเราจะสามารถแทนค่าเลขต่างๆที่มีค่ามากขึ้นได้เช่น ถ้ามี 2 Bit เราก็สามารถแทนได้แค่เลข 0,1,2,3 แต่ถ้าเกิดว่าเราใช้ 3 Bit สามารถแทนเลขได้ตั้งแต่ 0 - 7 เลยทีเดียวแล้วถ้าเราอยากรู้ว่าจำนวนก็ Bit สามารถแทนเลขได้ถึงเท่าไร
จำนวน Bit สามารถแทนค่าได้ถึงเท่าไร
เราก็เอา 2n − 1 สองยกกำลังจำนวนบิตแล้วก็เอามาลบ 1 ก็จะกลายเป็นเลขค่าสุงสุดที่เราแทนได้ เช่น ถ้าเรามี 8 Bit เราก็จะมารถแทนค่าเลขได้ ตั้งแต่ 0 ถึง 255 และถ้าเกิดใครที่เคยเรียนมาบ้าง ก็จะทราบว่า 8 Bit เท่ากับ 1 byte และหลายๆคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับ 8 Bit 16 Bit 32 Bit มันคืออะไรกันเหรอ?
8 Bit 16 Bit 32 Bit มันคืออะไรกันเหรอ?
เช่น เกมส์ 8 Bit มันคืออะไร เกมส์ 8 Bit คือเค้าจะใช้ Memory 8 Bit ในการแทนค่าทุกสิ่งทุกอย่างดังนั้นมันจะมีค่าได้ตั้งแต่ 0 ถึง 255 นั้นก็หมายความว่าไม่ว่าจะเป็นสีก็จะได้แค่ 256 สี หรือว่าจะเป็นเสียงที่ประกอบเกมส์ก็มีได้แค่ 256 Note ละมันก็จะดูเป็นแบบความละเอียดต่ำมันก็จะไล่สีก็ไม่ได้เพราะว่ามันมีได้แค่ 256 สี เท่านั้นยังไม่พอ pixels แต่ละ pixels ในจอภาพก็จะต้องถูกอ้างอิงด้วยตำแหน่ง X,Y แต่ว่าค่าของตัวแปลสามารถเก็บได้แค่ 8 Bit ก็คือ 0 - 255 นั้นก็หมายความว่าจำนวน pixels ที่อยู่บนจอของตัวเกมส์ 8 Bit จะมีได้ไม่เกิน 256X256 เพราะว่าตัว Processer เองที่ใช้งาน Memory 8 Bit จะไม่สามารถที่จะแทนค่าได้มากกว่า 255 ได้
สมมุติ มี pixels ที่ 270 เราอยากจะไประบายสี pixels ทำไงละ? คำตอบคือ ทำไม่ได้ครับ เพราะว่ามีแค่ 8 Bit แทนค่าได้แค่ 0 - 255 เท่านั้น และจำนวน Bit ที่ใช้ก็จะได้ขึ้นอยู่กับ CPU ที่ใช้ว่าเป็น CPU กี่่ Bit 8 Bit 16 Bit 32 Bit หรือ 64 Bit เช่นถ้าย้อนไปตอนเด็กๆ Game Boy รุ่นแรกๆก็คือ 8 Bit ซึ่งต่อมาก็เป็น Game Color ก็จะเป็น 16 Bit ก็จะมีสีที่เพิ่มขึ้นมาทำเสียงได้มากขึ้นถ้าคำนวนคราวก็คือ 2 ยกกำลัง 16 นี้ก็จะได้ประมาณ 65000 สามารถแทนค่าเลขได้เท่านั้น 32 Bit ก็จะกลายเป็นประมาณ 4พันล้าน แล้ว 64 Bit ก็จะทวีคูณเข้าไปอีก ที่นี้ประมาณ 10 ปีที่แล้วจะมีปัญหาอยู่ช่วงหนึ่งที่คนเริ่มถามว่า
Windows 32 Bit กับ Windows 64 Bit นี้มันต่างกันยังไง?
มันคือต่างกันตรงนี้เองสามารถที่จะแทนค่าเลขได้มากกว่า มันสำคัญยังไง? เพราะว่า 32 Bit สามารถแทนค่าได้ประมาณ 4 พันล้าน ซึ่งก็คือ 4 Gb ถ้าเกิดว่าใครที่มี RAM มากกว่า 4 Gb แล้วใช้ Windows 32 Bit มันจะเห็นได้แค่ 4พันล้าน ก็คือประมาณ 4 Gb เท่านั้น ใส่ไป 8 Gb ก็ใช้ได้แค่ 4 Gb เพราะว่า 32 Bit มันทำตัวเลขได้ถึงแค่นั้นถึงว่าจะมี RAM เพิ่มขึ้นมาแต่ว่าตัว Processer เองไม่สามารถที่จะเข้าไปใช้ได้เพราะมันไม่สามารถที่จะแทนค่าที่อยู่ใน RAM ของมันที่มันเกิน 4พันล้านไปได้
แต่โดยทั้วไปแล้วสมัยปัจจุบันนี้ก็คือจะเป็น 64 Bit กันหมดแล้วนะครับ แม้แต่กระทั่ง CPU ของมือถือก็เป็น 64 Bit กันหมดแล้ว และนี้ก็คือเลขของ Bit ที่ใช้เลขฐานสองในการแทนค่าตัวเลขต่างๆพอเราสามารถแทนค่าตัวเลขได้มันก็ไม่หยุดเท่านั้นแล้วมันก็เอาไปแทนค่าตัวอักษรหรือค่าอย่างอื่นไปเรื่อยๆได้และทั้งหมดทั้งมวลนี้เริ่มมาจากการเรามีแค่ สวิทซ์ เปิด กับ ปิด และเจ้าตัวสวิทซ์ เหล่านี้ก็คือ
| silicon |
![]() |
| CPU |
เจ้า silicon ที่อยู่ใน CPU ของเรานั้นเองซึ่งปัจจุบันเราสามารถที่จะย่อมันไปในระดับ Nano - Meter ได้แล้วดังนั้น CPU อันนึงสามารถมีเป็นพันล้านหมื่นล้าน สวิทซ์ที่อยู่ด้านในและก็อย่างที่กล่าวไว้ตอนนั้นมันเริ่มมาจากสวิทซ์ที่ เปิด - ปิด ตอนนี้ทุกอย่างก็คือเอามาอยู่ใน silicon แล้วกลายเป็นว่าจ่ายไฟคือ เปิด ไม่จ่ายไฟคือ ปิด นั้นคือการแทนค่า 0 , 1 ไม่จำกัดอยู่แค่นั้น
เพราะอย่างใน Hard disk เวลาเราเก็บข้อมูลเราก็เก็บข้อมูลเป็น 0101 เหมือนกันเพียงแต่ว่าใน Hard disk ที่เป็นตัวแผ่นแม่เหล็กใช้การหมุนของขั่วแม่เหล็กว่าถ้าเกิดหมุนแบบนี้ คือ 1 อีกขั้วนึงก็คือ 0 หรือว่าถ้าใครใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงหรือว่า Optic cable ก็คือถ้าเกิดมีไฟก็คือ 1 ไม่มีไฟ ก็คือ 0 แล้วก็ใช้เปิดปิดไฟแบบนี้ในการแทนค่า 0 กับ 1 นั้นคือการแทนค่าข้อมูลต่างๆที่เรามีในคอมพิวเตอร์นั้นเอง
และทั้งหมดนี้เริ่มมาจากจุดเล็กๆจุดเดียว และแน่นอนว่าการแทนค่าของ Bit ยังมีอีกมากมาย ยังไงขอจบไว้เพียงเท่านี้และนี้คือเรื่องราวคราวๆของ Bit คืออะไร?






